หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

3 สิ่ง ที่จะยืนยันว่า รักแรกพบของคุณ เป็นเรื่องจริง

บางครั้ง การที่เราไม่เคยเจอกับตัวเอง เราก็อาจจะไม่เชื่อว่า รักแรกพบนั้นมีอยู่จริง เรามักจะคิดว่า รักแรกพบนั้นเป็นเพียงอารมณ์หลงชั่ววูบ จากการที่เราได้พบใครสักคนหนึ่ง ที่ดูสวย, หล่อ หรือน่าสนใจ เมื่อแรกเห็น  แต่รักแรกพบมีอยู่จริง และเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในอดีต หลายร้อย หลายพันปีมาแล้ว... ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เกี่ยวกับรักแรกพบ มีบันทึกเอาไว้หลากหลายรูปแบบ ทั้ง เรื่องเล่าจากปากสู่ปาก งานศิลปะ หนังสือ ดนตรี บทกวี การละคร ภาพยนตร์ และในปัจุบัน คนโดดเดี่ยวหลายล้านคน ก็ยังรอคอยที่จะได้พบกับรักแรกพบ เข้าสักวัน

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเรากำลังตกอยู่ในห้วงเวลาแห่ง
รักแรกพบ? 3 ข้อด้านล่างนี้ คือความจริง ที่จะบอกว่า คุณได้พบกับรักแรกพบอย่างแท้จริงเข้าให้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มีความหมายมากกว่า การเกิดอารมณ์ความรู้สึกหลงไหล หรือเพียงแค่อาการตื่นเต้น หัวใจสูบฉีดอย่างรุนแรงชั่วขณะ

1. คุณรู้สึกว่า ไม่จำเป็น ที่จะต้องรีบร้อนมีเซ็กส์
หากความรู้สึกเมื่อแรกพบของคุณ สื่อความต้องการออกมา เป็นเรื่องของความต้องการทางด้านร่างกาย คุณรู้สึกรีบร้อน กระวนกระวายใจ นี่ไม่ใช่ “
รักแรกพบ” แต่จัดเป็น “หลงแรกพบ” มากกว่า ในทางตรงกันข้าม หากคุณรู้สึกว่า สามารถควบคุมแรงกระตุ้นทางด้านร่างกาย ได้อย่างง่ายดาย และคุณมีความรู้สึกว่า ต้องการที่จะรู้จักคนๆ นั้นให้มากขึ้น โดยค่อยๆ ทำความรู้จักไปที่ละนิด อย่างช้าๆ นี่ละ! รักแรกพบ และความรู้สึกเช่นนี้ ก็จะช่วยให้ คุณสามารถจัดการกับทุกอย่างได้อย่างลงตัว

2. คุณเห็นมุม ที่คนอื่นๆ มองไม่เห็น ในตัวของคนๆ นั้น
คนอื่นๆ จะมองบุคลิกภาพ หรือลักษณะภายนอก ซึ่งทุกๆ คน สามารถมองเห็น และรู้สึก
ประทับใจ ได้เช่นเดียวกัน แต่ทว่า รักแรกพบ หรือการรักใครสักคน คุณจะสามารถมองเห็นไปได้ไกลกว่านั้นอีก เช่นสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนในตัวของคนๆ นั้น หรืออะไรสักอย่าง ที่คนอื่นๆ ไม่ได้สังเกต  หากคุณพบว่า ตัวเองสังเกตเห็น คุณค่าที่น่าประทับใจบางอย่าง จากคนๆ นั้น ซึ่งแม้แต่เพื่อนสนิทของคุณ ก็ไม่สามารถสังเกตเห็น นั่นแสดงว่า คุณได้พบกับรักแรกพบเข้าให้แล้ว

3. คุณต้องการเรียนรู้ทุกๆ สิ่ง เกี่ยวกับคนๆ นั้น เท่าที่คุณจะสามารถทำได้
สำหรับประเด็นในเรื่องนี้ จริงๆ แล้ว อาจจะเกิดขึ้นได้ ในกรณี “หลงแรกพบ” ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หาก 2 ข้อ ที่ผ่านมา ชี้ชัดๆ แล้วว่า คุณมีความรู้สึกตามนั้น ดังนั้นแล้ว ข้อ 3 นี้ จะเป็นตัวตัดสิน และทำให้คะแนนเป็นเอกฉันท์ และได้ผลสรุปออกมาว่า คุณได้เจอกับ
รักแรกพบเข้าให้แล้วจริงๆ

การรัก
ใครสักคน หมายถึงความต้องการ ที่จะเรียนรู้ทุกๆ สิ่งๆ ที่คนๆ นั้นใช้ในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่ สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ไม่ชอบ และประสบการณ์ชีวิต ในเรื่องต่างๆ และการตั้งใจเรียนรู้กันไปอย่างช้าๆ ด้วยความเข้าใจ จะพัฒนารักแรกพบ ไปสู่ชีวิตคู่ที่โรแมนติก แบบยาวนานต่อไป

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

9 สิ่งที่จะทำให้คนอื่นมีความสุขได้

1. ยอมรับตัวเราเอง ดังที่เราเป็นอยู่

2. คิดถึงสิ่งที่เราได้รับมากกว่าสิ่งที่เราขาดแล้วจงขอบคุณ แทนการบ่นว่าโทษนั่นโทษนี่

3. จงยอมรับผู้อื่นอย่างที่เขาเป็นอยู่ เริ่มต้นจากผู้ที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด โดยเฉพาะครอบครัวของเรา เพื่อนบ้านของเรา เพื่อนๆที่เรารู้จัก

4. กล่าวถึงผู้อื่นในทางที่ดี และพูดให้ดังๆ

5. อย่าเปรียบเทียบตัวเราเองกับผู้อื่น เพราะว่าการเปรียบเทียบนี้ จะก่อให้เกิดความหยิ่งผยองว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น หรือเกิดความรู้สึกหมดหวังว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น และไม่ทำให้เรามีความสุขแต่อย่างใดเลย

6. ดำเนินชีวิตอยู่ในความจริง โดยปราศจากความหวาดกลัวที่จะกล่าวว่า สิ่งที่ดีนั้น "ดี" และสิ่งที่เลวนั้น "เลว"

7. จงแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยอาศัยการพูดคุยกัน การเก็บความไม่พอใจไว้ คือการถอยหลังไปสู่ความโศกเศร้า

8. ในการพูดคุยนี้ ควรเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ก่อให้เกิดความสมานฉันท์ แล้วจึงกล่าวถึงสิ่งที่ขัดแย้ง หรือปัญหาที่เกิดขึ้น

9. จงยึดมั่นว่า "การให้อภัย" มาก่อน "การเป็นฝ่ายถูก"

อ้างอิง
http://www.dek-d.com/content/lifestyle/17734/9-สิ่งที่จะทำให้คนอื่นมีความสุขได้.htm

ข้อคิดดีๆในการใช้ชีวิต

ทำไม เรามี 1ปาก 2 หู เพราะว่าเราต้องรับฟังให้มากๆ แล้วต้องพูดให้น้อยๆ









อ้างอิง
http://dek-d.com/board/view.php?id=1373849

ฉันได้เรียนรู้ว่า...

ฉันได้เรียนรู้ว่า... ยากล่อมประสาทที่ดีที่สุด คือ สติสัมปชัญญะนั่นเอง

ฉันได้เรียนรู้ว่า... การฟังเพลงเบาๆ ในยามโศกเศร้านั้น ช่วยบรรเทาความทุกข์ในใจให้เบาบางลงไปได้อย่างมากมาย

ฉันได้เรียนรู้ว่า... คุณหาเงินได้มากขึ้น แต่ไม่สามารถหาเวลาเพิ่มได้

ฉันได้เรียนรู้ว่า... หากเราละเลยความผูกพันกับพ่อแม่แล้วไซร้ เราจะหวนไห้คิดถึงท่านเจียนตายยามเมื่อท่านจากไป

ฉันได้เรียนรู้ว่า... อย่ากอดรัดลูกให้แน่นเกินไป มันอาจจะกลายเป็นการทำร้ายลูกทางอ้อม

ฉันได้เรียนรู้ว่า... ผู้หญิงทุกคนอยากได้รับดอกไม้กันทั้งนั้น โดยเฉพาะเวลาที่ไม่ใช่โอกาสพิเศษ

ฉันได้เรียนรู้ว่า... การได้รักและถูกรัก เป็นความรื่นรมย์อันยิ่งใหญ่ทีสุดในโลก

ฉันได้เรียนรู้ว่า... คุณอาจรักใครบางคน ทั้งที่ไม่ได้ชอบเขามากมายก็ได้

ฉันได้เรียนรู้ว่า... ยังมีสิ่งหนึ่งที่เจ็บปวดไปมากกว่าความเกลียดชัง นั่นคือ ความเมินเฉย

ฉันได้เรียนรู้ว่า... แม้ฉันจะต้องเจ็บปวด แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่อย่างเจ็บปวดเสมอไป

ฉันได้เรียนรู้ว่า... ความเอื้ออาทรนั้น เพียบพร้อมสำคัญกว่าความบริบูรณ์เสียอีก

ฉันได้เรียนรู้ว่า... การลืมสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วนั้น สำคัญพอกับการจดจำสิ่งที่ดีงามเอาไว้

ฉันได้เรียนรู้ว่า... การคาดเดานั้น มักจะเลิศหรูกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเสมอ

ฉันได้เรียนรู้ว่า... ฉันไม่อาจคาดหวังผู้อื่นให้แก้ปัญหาของฉันได้
ฉันได้เรียนรู้ว่า... เมื่อสิ่งเลวร้ายผ่านเข้ามา คุณจะปล่อยให้มันสร้างความขมขื่นใจให้คุณ หรือใช้มันเป็นพลังทำให้คุณเข้มแข็งขึ้นได้

ฉันได้เรียนรู้ว่า... ถึงเราจะเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ แต่เราปล่อยให้มันผ่านไปได้

ฉันได้เรียนรู้ว่า... หากต้องการคำตอบที่ดี ก็ควรถามคำถามที่ดีด้วย

ฉันได้เรียนรู้ว่า... ระดับความมั่นใจในตัวเองของคนๆ หนึ่ง จะเป็นตัวบอกของระดับความสำเร็จของเขาด้วย

ฉันได้เรียนรู้ว่า... อาจจะมีใครที่รักคุณอย่างจริงจังอยู่ก็ได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะแสดงออกให้คุณรู้ได้อย่างไร

ฉันได้เรียนรู้ว่า... ในที่สุดแล้ว ผู้รับจะเป็นผู้แพ้ และผู้ให้นั่นแหละคือผู้ชนะ

ฉันได้เรียนรู้ว่า... การเรียนรู้ที่จะให้อภัยนั้น ต้องการการฝึกฝน

ฉันได้เรียนรู้ว่า... คนไม่อาจเป็นวีรบุรุษได้ โดยไม่รู้จักลงมือทำ

ฉันได้เรียนรู้ว่า... เคล็ดลับของการเติบโตอย่างสง่าผ่าเผย คือ อย่าหมดความกระตือรือล้นที่จะพบหาผู้คนและสถานที่ใหม่ๆ

ฉันได้เรียนรู้ว่า... การซื่อสัตย์ต่อสิ่งเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย

ฉันได้เรียนรู้ว่า... สิ่งดีๆ นั้น มักเกิดขึ้นกับคนดีเสมอ

ฉันได้เรียนรู้ว่า... การจากเพื่อนที่ใกล้ชิดที่สุดนั้น เป็นเรื่องยากกว่าที่ฉันเคยคิดเอาไว้มาก

ฉันได้เรียนรู้ว่า... การเยียวยารักษามิตรภาพที่บอบช้ำนั้น ทำเมื่อไรก็ไม่สาย

ฉันได้เรียนรู้ว่า... การที่จะรู้ค่าอะไรสักอย่างนั้น คุณจะต้องขาดมันไปสักพักก่อน

อ้างอิง
http://dek-d.com/board/view.php?id=1373849

แผ่นดินไหว





แผ่นดินไหว เป็นปรากฏการณ์การสั่นสะเทือนหรือเขย่าของพื้นผิวโลก สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหวนั้นส่วนใหญ่เกิดจากธรรมชาติ โดยแผ่นดินไหวบางลักษณะสามารถเกิดจากการกระทำของมนุษย์ได้ เช่น การทดลองระเบิดปรมาณู การปรับสมดุลเนื่องจากน้ำหนักของน้ำที่กักเก็บในเขื่อน และแรงระเบิดของการทำเหมืองแร่ เป็นต้น

แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก (แนวระหว่างรอยต่อธรณีภาค) ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของชั้นหินขนาดใหญ่เลื่อน เคลื่อนที่ หรือแตกหักน่ะและเกิดการโอนถ่ายพลังงานศักย์ ผ่านในชั้นหินที่อยู่ติดกัน พลังงานศักย์นี้อยู่ในรูปคลื่นไหวสะเทือน จุดศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว (focus) มักเกิดตามรอยเลื่อน อยู่ในระดับความลึกต่างๆของผิวโลก เท่าที่เคยวัดได้ลึกสุดอยู่ในชั้นแมนเทิล

ส่วนจุดที่อยู่ในระดับสูงกว่า ณ ตำแหน่งผิวโลก เรียกว่า "จุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหว" (epicenter) การสั่นสะเทือนหรือแผ่นดินไหวนี้จะถูกบันทึกด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า ไซส์โมกราฟ

เรื่องดีๆ ที่น่าอ่าน " เปิดใจให้กว้าง......"

มีบริษัทหนึ่งประกาศรับสมัครพนักงานใหม่หนึ่งคน และมีคนมาสมัครมากมายหลายร้อย
บริษัทนั้นให้ผู้สมัครทุกคนทำตอบคำถามหนึ่งข้อ ซึ่งคำถามมีอยู่ว่า

ในดึกคืนหนึ่งที่ฝนตกฟ้าคะนองขนาดหนักมากและคุณกำลังขับรถกลับบ้าน ขณะที่ขับผ่านป้ายรถเมล์ป้ายหนึ่ง

คุณพบคนสามคนกำลังรอให้ฝนหยุดเพราะดึกเกินกว่าจะมีรถเมล์วิ่งแล้ว

คนสามคนนั้นคือ

1. หญิงชราที่กำลังป่วยและต้องการการรักษาด่วน มิฉะนั้นเธออาจจะตายได้

2. หมอซึ่งครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตคุณไว้

3. ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นแฟนของคุณและคุณรักเขามากขนาดจะแต่งงานกับเขาให้ได้

คำถามมีอยู่ว่า รถคุณเป็นแบบนั่งได้แค่สองคน ดังนั้นคุณจะรับคนไปด้วยได้อีกแค่คนเดียว

คุณจะรับใครไปด้วย และให้เหตุผลที่ตัดสินใจอย่างนั้น

พวกเราก็ลองคิดดูสิว่าถ้าเราเป็นคนตอบคำถามข้อนี้

เราจะตอบว่ายังไง แล้วเทียบกับเหตุผลข้างล่าง

เอาล่ะ

ลองดูเหตุผลของคำตอบแต่ละแบบแล้วเทียบกับเหตุผลของคุณ เนื่องจากแต่ละข้อก็มีเหตุผลที่เหมาะสมในตัวของมันเอง

เหตุผลข้างล่างนี้ เป็นเหตุผลของคนเกือบทุกคน

1. ถ้าคุณตอบว่ารับคนแก่ เหตุผลก็เพราะเขากำลังจะตาย ถ้าคุณรับไปก็เท่ากับช่วยชีวิตคนได้

2. ถ้าคุณตอบว่ารับหมอ เหตุผลก็เพราะเขามีบุณคุณกับคุณ และนี่คือเวลาที่จะตอบแทนได้บางส่วน

3. ถ้าคุณตอบว่ารับแฟนคุณ เหตุผลก็เพราะ เขาเป็นคนที่คุณรัก

คิดว่าตรงแค่ไหนล่ะ

แต่ผู้ที่บริษัทนั้นรับเข้าทำงาน เป็นผู้เดียวที่ตอบอีกแบบนึง...ให้คิดอีกที

คำตอบข้างล่าง

เขาตอบว่า

'เขาจะให้กุญแจรถกับหมอ ให้หมอพาคนแก่ไปโรงพยาบาล

และเขาก็จะอยู่ที่ป้ายรถเมล์นั้น กับคนที่เขารัก'


เป็นไง ประหลาดใจกับคำตอบใช่ไหม

และคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ดีมากใช่ไหม

ข้อคิดของเรื่องนี้คือ

คนเรามักจะยึดติดและไม่ยอมปล่อยผลประโยชน์ตรงหน้า (กุญแจรถ และการกลับบ้าน) ทำให้เรามองอะไร ด้วยมุมมองที่แคบลง
จะเห็นว่าการมอบกุญแจรถให้หมอ นอกจากจะได้ตอบแทนบุญคุณ (หมอก็คงไม่ยึดรถไปเป็นของตัวเองหรอก ภายหลังก็เอามาคืน)

เรายังได้ช่วยชีวิตหญิงชรา แถมได้อยู่กับคนที่เรารัก

แบบสองต่อสอง เรียกได้ว่าเสียไปแค่ไม่ได้กลับบ้านในตอนนั้น! แต่เราบรรลุวัตถุประสงค์ใหญ่อีกหลายอย่างได้
คุณล่ะ คิดว่าคุณมีมุมมองที่กว้างหรือแคบและยึดติดกับผลประโยชน์ต่าง ๆ แค่ไหน.....


อ้างอิง
http://www.drpta.com/index.php?mo=5&qid=185879

กล้วยไม้แคทลียา



แคทลียา หรือ คัทลียา ( Cattleya ) กล้วยไม้ดอกสวย มีกลิ่นหอม นิยมปลูกกันมาก ออกดอกทั้งแบบดอกเดี่ยวและดอกคู่ ใบอวบอ้วนและเป็นปล้อง รากจะเกาะยึดแนบไปกับวัสดุปลูก ลำต้นกล้วยเจริญเติบโตในแนวนอน แตกหน่อยไปตามลำต้น ปลูกได้ทั้งแบบใส่กระถางแขวน และ ปลูกใส่กระถางตั้งพื้น แต่ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกแบบกระถางแขวน
การปลูก วัสดุปลูกนิยมใช้ถ่าน และ เปลือกมะพร้าวเผาเพื่อให้รากกล้วยไม้เกาะยึด ถ่านกาบมะพร้าวเผาจะดีกว่าเพราะจะเก็บความชื้นจากน้ำที่รดแล้วรากกล้วยไม้ก็จะดูดความชื้นจากวัสดุปลูก

การใส่ปุ๋ย สะดวกที่สุดคือการฉีดปุ๋ยทางใบโดยใช้ปุ๋ยเกร็ดสูตร 21-21-21 ละลายน้ำฉีดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

กล้วยไม้แคทลียาสีต่างๆ








อ้างอิง
http://www.tourdoi.com/flower/orchid/cattleya.html

การประหยัดน้ำ


ผู้ใช้น้ำส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมการใช้น้ำฟุ่มเฟือย ควรเปลี่ยนวิธีการใช้น้ำตามความ เคยชิน มาเป็นการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ไม่ปล่อยให้น้ำไหลทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ จะเป็นการประหยัด ค่าน้ำได้มาก

1. การใช้น้ำให้ประหยัดและถูกวิธี

(1) การอาบน้ำ
การใช้ฝักบัวจะสิ้นเปลืองน้ำน้อยที่สุด รูฝักบัว ยิ่งเล็ก ยิ่งประหยัดน้ำ ปิดฝักบัวในขณะที่ถูสบู่ จะใช้น้ำเพียง 30 ลิตร หากไม่ปิดจะใช้น้ำถึง 90 ลิตร และหากใช้อ่างอาบน้ำจะใช้น้ำถึง 110-200 ลิตร

(2) การโกนหนวด
โกนหนวดแล้วใช้กระดาษเช็ดก่อน จึงใช้น้ำ จากแก้วมาล้างอีกครั้ง ล้างมีดโกนหนวดโดยการ จุ่มล้างในแก้ว จะประหยัดกว่าล้างโดยตรงจากก๊อก

(3) การแปรงฟัน
การใช้น้ำบ้วนปากและแปรงฟันโดยใช้แก้ว จะใช้น้ำเพียง 0.5–1 ลิตร การปล่อยให้น้ำไหล จากก๊อกตลอดการ แปรงฟัน จะใช้น้ำถึง 20–30 ลิตรต่อครั้ง

(4) การใช้ชักโครก
การใช้ชักโครกจะใช้น้ำถึง 8–12 ลิตร ต่อครั้ง เพื่อการประหยัด ควรใช้ถุงบรรจุน้ำมาใส่ในโถน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำ โถส้วมแบบตักราดจะสิ้นเปลืองน้ำน้อยกว่าแบบชักโครกหลายเท่า หากใช้ชักโครก ควรติดตั้งโถปัสสาวะและโถส้วมแยกจากกัน

(5) การซักผ้า
ขณะทำการซักผ้าไม่ควรเปิดน้ำทิ้งไว้ตลอดเวลา จะเสียน้ำถึง 9 ลิตร/นาที ควรรวบรวมผ้าให้ได้มากพอต่อการซักแต่ละครั้ง ทั้งการซักด้วยมือและเครื่องซักผ้า

(6) การล้างถ้วยชามภาชนะ
ใช้กระดาษเช็ดคราบสกปรก ออกก่อน แล้วล้างพร้อมกันในอ่างน้ำ จะประหยัดเวลาประหยัดน้ำ และให้ความสะอาดมากกว่าล้างจากก๊อกโดยตรง ซึ่งจะสิ้นเปลืองน้ำ 9 ลิตร/นาที

(7) การล้างผักผลไม้
ใช้ภาชนะรองน้ำเท่าที่จำเป็น ล้างผัก ผลไม้ ได้สะอาดและประหยัดกว่าเปิดล้างจากก๊อกโดยตรง ถ้าเป็น ภาชนะที่ยกย้ายได้ ยังนำน้ำไปรดต้นไม้ได้ด้วย

(8) การเช็ดพื้น
ควรใช้ภาชนะรองน้ำและซักล้างอุปกรณ์ใน ภาชนะก่อนที่จะนำไปเช็ดถู จะใช้น้ำน้อยกว่า การใช้สายยางฉีดล้างทำ ความสะอาดพื้นโดยตรง

(9) การรดน้ำต้นไม้
ควรใช้ฝักบัวรดน้ำต้นไม้แทนการใช้ สายยางต่อจากก๊อกน้ำโดยตรง หากเป็นพื้นที่บริเวณกว้าง ก็ควรใช้ สปริงเกลอร์ หรือใช้น้ำที่เหลือจากกิจกรรมอื่นมารดต้นไม้ ก็จะช่วย ประหยัดน้ำลงได้

(10) การล้างรถ
ควรรองน้ำใส่ภาชนะ เช่น ถังน้ำ แล้วใช้ผ้าหรือ เครื่องมือล้างรถจุ่มน้ำลงในถัง เพื่อเช็ดทำความสะอาดแทนการ ใช้สายยางฉีดน้ำโดยตรง ซึ่งจะเสียน้ำเป็นปริมาณมากถึง 150-200 ลิตร/ครั้ง หากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการใช้น้ำที่ควรใช้จริง อย่างถูกวิธี ไม่เปิดน้ำทิ้งระหว่างการใช้น้ำหรือปล่อยให้น้ำล้น จะ สามารถลดการใช้น้ำได้ถึง 20-50 % ทีเดียว



อ้างอิง
http://www.school.net.th/library/create-web/10000/generality/10000-5228.html

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ข้อคิดง่ายๆ ที่อย่ามองข้าม

ข้อคิดง่ายๆ ที่อย่ามองข้าม


"อย่าขับรถเร็วเกินกว่าที่เทวดาประจำตัวของคุณ บินทันเป็นอันขาด"

"จงวางแผนล่วงหน้า : ฝนยังไม่ตกหรอกนะตอนโนอาห์สร้างเรือน่ะ"

"การแก้แค้นไม่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เหมือนกับดื่มน้ำทะเลเวลาหิวน้ำนั่นแหล่ะ"

"ความหมายของความสุขขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณอยากให้มันเป็น"

"อย่ากลัวความฝันของคุณ : มันง่ายกว่าที่คิด"

"นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ทุก ๆ 4 คน จะมีคนหนึ่งที่สติเพี้ยนๆ

ลองเช็คเพื่อนคุณอีก 3 คนสิ ถ้าทุกคนปกติดี ก็คุณนั่นแหล่ะ"

"แบ่งปันรอยยิ้มของคุณให้กับทุกคน แต่ให้เก็บจุมพิตให้กับคน ๆ เดียว"

"บางครั้งวิธีช่วยที่ดีที่สุดที่คุณทำได้ก็คือ ผลักเขาแรง ๆ

(หมายถึงผลักดันให้เขาทำสิ่งที่ลังเลอยู่น่ะ)"

"น้ำตาจะให้คุณก็แค่ความเห็นอกเห็นใจ

แต่เหงื่อจะทำให้คุณประสบความสำเร็จ"

"สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนี้ไม่ใช่วัตถุ"

"มอบสองสิ่งให้กับลูกของคุณ อย่างหนึ่งคือรากฐานที่มั่นคง

อีกอย่างก็คือปีกที่จะบินออกไปเอง"

"การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับจิตใจก็คือการก้มลงแล้วช่วยคนอื่นให้ ลุกขึ้น&

quot;"คนๆ หนึ่งอาจทำอะไรผิดพลาดได้หลายอย่าง

แต่มันจะกลายเป็นความพ่ายแพ้ไปจริง ๆ

เมื่อเขาเริ่มโยนความผิดไปให้คนอื่น"

"เพื่อนแท้คือคนที่เชื่อว่าคุณเป็นฟองไข่ที่สมบูรณ์ แม้ว่าจริง ๆ

แล้วคุณจะมีรอยร้าวไปแล้วครึ่งหนึ่ง"

"นี่คือวิธีที่จะรู้ว่าหน้าที่ของคุณบนโลกใบนี้จบสิ้นแล้วหรือยัง

ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ มันก็ยังไม่จบ"

"ชีวิตเรียนรู้ได้จากการย้อนระลึกถึง แต่ชีวิตต้องก้าวไปข้างหน้า"

"การใช้ชีวิตอยู่บนโลกนั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงมาก

แต่เราก็ได้เดินทางรอบดวงอาทิตย์ฟรี ๆ เป็นของแถม"

"ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่มนุษย์เราจะร่ำรวย

ความผิดพลาดเกิดขึ้นเมื่อความร่ำรวยเริ่มครอบครองมนุษย์"

"เรารู้สึกดีที่มีความสำคัญ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือเป็นคนดี"

"มีแต่ปลาตายที่ลอยตามน้ำ"

"คุณค่าของคนๆ หนึ่ง บอกได้จากวิธีที่เขาปฏิบัติต่อคนที่เขาไม่ต้องการ"

"เงยหน้าขึ้นรับแสงตะวัน แล้วคุณจะไม่มีวันพบกับเงามืด"

"คนอ่อนแอเท่านั้นที่ให้อภัยใครไม่เป็น

การให้อภัยเป็นคุณสมบัติของผู้เข้มแข็ง"

"คำว่า listen (ฟัง) นั้นใช้ตัวอักษรชุดเดียวกับคำว่า silent (เงียบ)"

"ไม่มีผู้โดยสารบนยานอวกาศที่ชื่อว่า "โลก"

พวกเราทุกคนล้วนแต่เป็นลูกเรือทั้งสิ้น"

"ในโลกนี้ไม่มีคนแปลกหน้าสำหรับเรา

มีแต่เพื่อนที่เรายังไม่ได้พบเท่านั้น"

"เด็ก ๆ ต้องการความรักมากที่สุด เมื่อพวกเขาทำตัวไม่น่ารัก"



อ้างอิง
http://writer.dek-d.com/Mcfly_Ultraviol/story/viewlongc.php?id=145180&chapter=2

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

21 ข้อน่าคิดว่าจริงไหม



1.รักเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม, เติบโตด้วยการจุมพิต และจบลงด้วยน้ำตา

2.อย่าเสียน้ำตาให้กับคนที่ไม่เคยเสียน้ำตาให้คุณ

3.ถ้าความรักไม่ใช่เกม,ทำไมจึงมีผู้เล่นเกมรักหลายคน

4.เพื่อนที่ดีนั้นหายาก แต่ยากกว่าในการจะลาจาก และเป็นไปไม่ได้ที่จะลืมเลือน

5.คุณไปได้ไกลเท่าที่คุณผลักดันตัวเอง

6.การกระทำดังกว่าคำพูด

7.สิ่งที่ทำยากที่สุด คือ การมองดูคนที่คุณรัก ไปรักคนอื่น

8.อย่าให้อดีตยึดคุณไว้ คุณจะพลาดสิ่งดีๆที่จะผ่านมา

9.ชีวิตนั้นสั้นนัก ถ้าครั้งหนึ่งในชีวิต คุณไม่หยุดมองดูมันให้กว้างๆ ทั่วๆ สักครู่ คณจะพลาดมัน

10.เพื่อนที่ดีที่สุดเหมือน ใบไม้สี่กลีบ(สัญลักษณ์แห่งความโชคดี) ยากที่จะหาพบ และ โชคดีที่มีมัน

11.คนบางคนทำให้โลกนี้เป็นโลกที่แสนพิเศษเพียงแค่มีเค้าอยู่ในโลกใบนี้เท่านั้น

12. มิตรแท้ คือ พี่-น้อง ที่พระเจ้า ลืมให้มาเกิดในครอบครัวเดียวกันกับเรา เท่านั้นเอง

13.เมื่อคุณเจ็บปวดที่จะมองกลับหลัง และ หวาดกลัวที่จะมองไปข้างหน้า เพียงคุณ มองไปข้างๆ เพื่อนที่ดีที่สุดของคุณจะอยู่ที่นั่น

14.สัมพันธภาพที่แท้จริงไม่มีวันจบสิ้น

15.เพื่อนจะคงอยู่ตลอดไป

16.เพื่อนที่ดีเหมือนดวงดาว คุณจะไม่ได้เห็นพวกเขาตลอดเวลา แต่คุณจะรู้ว่าเขาอยู่ที่นั่นเสมอ

17.อย่าขมวดคิ้วเลย เธอไม่เคยรู้หรอกว่ามีใครบางคนหลงรักรอยยิ้มของเธอ

18.คุณจะทำอย่างไร เมื่อคุณรู้ว่าเพียงคนๆเดียวที่จะทำให้คุณหยุดร้องไห้ได้ คือคนที่ทำให้คุณร้องไห้

19.ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ จนกระทั่งคุณตกหลุมรักเขาแล้ว (เมื่อคุณหลงรักใคร คุณจะคิดว่าเขาสมบูรณ์แบบ)

20.ทุกสิ่งทุกอย่างจะ OK ตอนจบ ถ้าไม่แล้ว แสดงว่านั่นยังไม่ใช่จุดจบ

21.คนส่วนมากผ่านมาและผ่านไปในชีวิตคุณ แต่มีเพียงเพื่อนเท่านั้นที่ทิ้งรอยเท้าไว้ในหัวใจคุณ


อ้างอิง
http://writer.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=344099&chapter=21

19 คำโกหกของผุ้ชาย

"ชีวิตนี้ผมจะไม่ขอรักใครอีกนอกจากคุณ"(ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 90 คน)
ใครได้ยินคำนี้อย่าหลงดีใจ เพราะเค้าสามารถรักคนใหม่ได้เมื่อต้องเลิกกันไปแล้ว

"เธอจะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ผมรักมากที่สุด" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 85 คน)
แม้เค้าจะแทงกั๊กประมาณว่าถึงจะมีกิ๊กใหม่ในอนาคต เค้าก้อไม่สามารถรักเท่าที่รักเธอ ฟังดูก้ออาจจะเป็นไปได้แหะ

"เราจะอดทนเป็นแฟนกันจนแต่งงานในอนาคต" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 95 คน)
เค้าพูดด้วยความรู้สึกแบบเด็กๆที่ยังไม่ได้ผ่านสารพัดร้อยล้านเหตุการณืที่จะ
ะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ซึ่งอาจทำให้ความรักสะดุดเมื่อไหร่ก้อได้

"ผมไม่เคยยอมใครขนาดนี้มาก่อน" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 83 คน)
ถ้าเค้าเป็นคนที่นิสัยยอมคน เค้าก้อจะยอมกับผู้หญิงทุกคนนั่นแหล่ะ

"สิ่งที่ผมทำลงไป ผมพยายามทำดีที่สุดแล้ว" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 78 คน)
ถ้าเกิดเค้าได้พยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว ต่อให้ผูหญิงคนนั้นหูหนวกหรือตาบอดยังไงก้อต้องรู้สึกได้

"ก้อผมเป็นของผมหยั่งงี้มานานแล้ว" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 79 คน)
เค้าพูดเพื่อให้เธอยอมรับนิสัยห่วยแตกของเค้า โดยอ้างความเป็นตัวของตัวเอง

"ให้อภัยผมเถอะ ผมจะไม่ได้ทำอีกแล้ว" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 65 คน)
ธรรมดาที่เค้าจะต้องพูดเพื่อใหการอภัยโทษป้องกันชะตาขาด และเธอเชื่อหรอว่าเค้าจะไม่พูดคำนี้อีกและอีกๆๆๆๆ

"ไม่รักผมไม่เป็นไร ขอแค่ให้ผมได้รับเธอก้อพอ" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 83 คน)
แค่เธอแสดงให้เห็นว่ายังไงเธอก้อไม่มีวันรักเค้าได้จริงๆ ขี้คร้านจะรีบเด้งตัวเองจากไปภายในไม่กี่วัน พร้อมด้วยคำนินทาเธออีกก้อนใหญ่

"คิดถึงจนทนไม่ไหวแล้ว ออกมาเจอกันหน่อยนะ" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 88 คน)
เค้าอาจจะถวิลหาเธอจริงๆแต่ไม่ได้รุนแรงถึงกับจะลงแดงตายเหมือนเธอเป็น
ยาเสพ ์ติดของเค้าขนาดนั้น

"ทำไม ผมเลวจนเธอไม่ไว้ใจได้เลยหรอ" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 71 คน)
เมื่อมีความไม่พอใจต่อการกระทำของเค้าในทุกกรณี เค้าจะต้องรีบปกป้องตัวเอง เพื่อแตะเบรค ความคิดของเธอ

"ขอนอนกอดเฉยๆก้อพอ" (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 89 คน)
และ 89 คนนั้นหมายถึงการกอดในครั้งแรกที่ใกล้ชิดตัวกันมากขนาดนั้น แต่จะพุ่งพรวดถึง 95 คนทันที ในการกอดครั้งต่อไป
“ผมรักนะเลยอยากให้เธอเป็นของผม” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 95 คน)
เพราะถ้ารักจริงทำไมต้องขอเอาเปรียบเราด้วย รักแล้วไม่หน้าด้านขออะไรๆ เรื่องนี้ไม่ได้หรือไง

“เธอคนนั้นเป็นแค่เพื่อนจริงๆ” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 65 คน)
ไม่มีทางซะหรอกที่เมื่อมีผู้หญิงมากิ๊ก แล้วเขาจะปฏิเสธเจ้าหล่อนเป็นแค่เพื่อน

”ผู้หญิงคนนั้นเค้ามาชอบผมเอง” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 51 คน)
ฟังแล้วน่าภูมิใจที่พ่อตัวดีมีเสน่ห์เหลือร้าย แต่ช้าก่อนเพราะเพลงของปานนำมาใช้ได้กับคำโกหกคำนี้เสมอ “ตบมือข้างเดียว ไม่ดัง”

“เพื่อนมันลากผมไป ผมอยากไปกับมันซะที่ไหนเล่า” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 95 คน)
ถ้าไม่อยากไปจริงๆ แม้เค้ามาฉุดยังไงก้อไม่ยอม ดังนั้นถ้าเค้าไม่ถูกเพื่อนเอาปืนจ่อหัว อย่าไปเชื่อว่า เค้าไม่อยากไปเฮกับเพื่อน

“ผมไม่ว่างจริงๆ อยากเจอเธอจะตายไป” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 85 คน)
คำว่าไม่มีเวลาว่างของเค้าก้อคือไม่อยากไปเจอเธอนั่นเอง และที่มันไม่ว่างเพราะว่าหายไปเฮกับเพื่อนๆ หรือกิจกรรมที่เร้าใจกว่าของเค้า

“ไม่มีทางที่ผมจะเห็นเพื่อนสำคัญมากกว่าเธอ” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 51 คน)
ซึ่งเป็นที่รู้ๆกันดีอยู่ว่าคำพูดผู้ชายจะพูดกับผู้ร่วมแก๊งว่า”เฮ้ย กรูน่ะไม่เคยเห็หญิงสำคัญกว่าเพื่อนอยู่แล้ว”

“มีอะไรเราต้องไม่ปิดบังกันทุกเรื่อง” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 64 คน)
แม้จะรักกันปานหายใจปอดเดียวกัน แต่เชื่อเหอะว่าทุกคนบ่อมมีความลับของตัวเองบ้าง และผู้ชายไม่มี วันคายความลับของตัวเองออกมาอย่างแน่นอน

“ถ้าวันไหนต้องเลิกกัน ผมยังจะห่วงเธอเหมือนเดิม” (ชาย100คน โกหกเรื่องนี้ถึง 95 คน)
มันไม่มีทางจะเป็นไปได้อยู่แล้ว อย่างน้อยที่สุดก้อไม่มีทางว่าจะห่วงใยกันได้เท่าเดิม


อ้างอิง
http://writer.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=344099&chapter=2

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

พลังแห่งดอกไม้กับการผ่อนคลายความเครียด

พลังแห่งดอกไม้กับการผ่อนคลายความเครียด





ความเครียดเป็นปัญหาในปัจจุบันที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวัยเรียนหรือวัยทำงานที่ต้องได้ประสบเจอกับสารพันปัญหาจาก เศรษฐกิจ สังคม การเมือง อาจส่งผลกระทบต่ออารมณ์จิตใจ และสุขภาพร่างกายทำให้เกิดอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว โมโหง่าย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ร่างกายอ่อนแอจนเจ็บป่วยด้วยโรคนั้นโรคนี้อยู่เป็นประจำ

วิธีคลายเครียดมีหลากหลายวิธี ซึ่งดอกไม้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบำบัดความเครียด ดอกไม้คือตัวแทนของความรู้สึก แทนความหมายของสิ่งสวยงาม มิตรภาพความรัก ความห่วงใย แทนความรู้สึกที่เราต้องการให้ผู้รับรับรู้ และเป็นเสมือนสิ่งสร้างสรรค์โลกให้งดงาม มีชีวิตชีวา มีคุณค่าแก่การมอบให้เป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ สำหรับคนพิเศษของคุณ





วิธีผ่อนคลายความเครียดจากดอกไม้ มีวิธีง่ายดังต่อไปนี้

ปลูกไม้ดอก เตรียมเมล็ดพันธุ์ไม้ดอกที่ชื่นชอบ กระถางสักใบ ดิน และปุ๋ย ลงมือปลูกและคอยเฝ้าดูการเติบโตของต้นไม้ที่คุณปลูก นอกจากการปลูกไม้ดอกจะทำให้ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้สมาธิแล้วยังเป็นความสุขง่ายๆที่ทำเองได้ที่บ้าน


จัดแจกันดอกไม้ โดยใช้ดอกไม้ที่ปลูกไว้รอบๆบ้าน ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้อะไรที่คุณชื่นชอบ นำมาจัดแจกันและตกแต่งเพิ่มสีสันให้กับบ้านและยังได้สูดกลิ่นหอม ช่วยผ่อนคลายได้อย่างดี


ร้อยมาลัยดอกไม้ ลองนำดอกมะลิ ดอกพุด หรือดอกรักมาร้อยเป็นพวงมาลัยไว้บูชาพระ หรืออาจจะหัดทำเป็นงานฝีมือ งานอดิเรก ได้อีกด้วย

เมนูอาหารดอกไม้ นอกจากดอกไม้จะใช้ประดับตกแต่งแล้ว ดอกไม้ยังเป็นอาหารจานเด็ดได้อีก เช่น แกงส้มดอกดาหลา ยำกุหลาบ ให้สีสันในการทำอาหารและยังอิ่มท้องอีกด้วย


ดอกไม้นอกจากเป็นสิ่งที่สวยงามที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเพื่อเป็นสิ่งประดับให้แก่โลกและมนุษย์ยังเพิ่มสีสันได้อย่างสวยงามทำให้มีความรู้สึกที่ดี สดชื่น แจ่มใส ร่าเริง และช่วยให้เกิดการผ่อนคลายความเครียด ดังนั้นเราจึงควรเอาใจใส่แก่ธรรมชาติให้เพิ่มมากขึ้น เพราะธรรมชาติเป็นจุดกำเนิดสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง เพื่อสุขภาพที่ดีของตนเองและสังคมนะค่ะ

ฝากไว้ดูเล่นเพื่อมองดูแล้วช่วยผ่อนคลาย












-อ้างอิง http://learners.in.th/blog/naya/287463

เรื่องดีๆ มีไว้ให้แบ่งปัน

เพิ่มความสุขให้กับชีวิตได้... ลงมือกันเลย! จูงมือกับความสุข แล้วก้าวเดินออกไปพร้อมๆ กัน


ไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตคุณ จะดีหรือแย่.. นั่นหมายความว่า คุณกำลังได้เรียนรู้ ที่จะหัวเราะกับสิ่งดีๆ ให้มากขึ้น
และร้องไห้เสียใจกับสิ่งแย่ๆ ให้น้อยลง





















อ้างอิง
http://dek-d.com/board/view.php?id=1152254

การดูแลโลกของเรา

โลกร้อนกระแสสุดอินเทรน์ที่ใครก็พูดถึง เพื่อให้เข้ากระแสโลกร้อน เราสามารถได้ช่วยลดโลกร้อนอย่างง่ายๆ ช่วยกันคนละไม้คนละมือดังนี้










1.ปิดคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอตอนพักกลางวัน (หรือไม่ได้ใช้) เพราะการเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ ไม่เพียงแต่จะเปลืองไฟ แต่ยังก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม การปิดคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ โดยใช้ปุ่มสแตนด์บาย พาวเวอร์ กินไฟในบ้านแบบไม่รู้ตัวถึง 75% การกดปุ่มปิดหรือ Off เท่านั้นที่ไม่กินพลังงาน






2.ปิดไฟทุกครั้งที่เสร็จงาน นี่ถือเป็นวิธีที่ช่วยประหยัดพลังงานได้ดีที่สุดอีกหนึ่งวิธี ช่วยประหยัดพลังงานชาติ ประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้



3.ลดการใช้พลังงานที่ใช้ภายในบ้านเรือนที่อยู่อาศัย พลังงานที่ใช้ภายในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยเป็นตัวการก่อให้เกิดความร้อน หาเวลาว่างจัดบ้านหรือทำงานให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ และทิศทางลม แทนที่จะพึ่งแอร์หรือเทคโนโลยีไฮเทคตลอดเวลา แถมยังช่วยเซฟพลังงานได้ถึง 40% หรือ เปิดหน้าต่างรับลมแทนการเปิดแอร์ วิธีนี้ง่ายและคนไทยคุ้นเคยกันดี ผลการศึกษาของอเมริกาบ่งชี้ว่า 22.7 ตัน ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศมาจากบ้านเรือนที่อยู่ อาศัย ลองลดการใช้พลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยการเปิดหน้าต่างภายในบ้านเพื่อ รับลม แทนที่จะเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน เพราะลมธรรมชาติจากภายนอกจะทำให้อากาศภายในบ้านเย็นสบายขึ้นในช่วงฤดูร้อน และอุ่นขึ้นในช่วงฤดูหนาว

4. ใช้ถุงผ้าแทนการใช้ถุงพลาสติก เพราะทุกปีมีถุงพลาสติกถูกผลิตออกสู่ตลาดมากกว่า 50,000 ล้านถุง และมีเพียง 3% ของถุงพลาสติกที่นำไปรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ถุงพลาสติกแต่ละใบต้องใช้เวลาถึงพันปีกว่าจะย่อยสลายหมดไปจากโลก!!



5.เปลี่ยนอาหารให้เป็นเชื้อเพลิง ในระยะหลายปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกทุ่มเทเวลาอย่างจริงจังให้กับการคิดค้น หาวิธีผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชพันธุ์ธรรมชาติ ไล่ตั้งแต่ ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, น้ำมันหุงต้ม ไปจนถึงเศษขยะ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ทดแทนพลังงานจากน้ำมัน ซึ่งนับวันมีแต่จะร่อยหรอลงเรื่อยๆ!! เห็นได้ชัดจากความเคลื่อนไหวของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่มงบประมาณเป็นสองเท่า สำหรับการทำวิจัยคิดค้นเชื้อเพลิงชีวภาพโดยเฉพาะ และดูเหมือนว่าเชื้อเพลิงที่ผลิตจากข้าวโพดเป็นก๊าซอีธานอลจะมาแรงแซงทาง โค้ง กว่าใครเพื่อน เพราะ ทั้งเซฟเงินในกระเป๋า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

6.เปลี่ยนหลอดไฟใหม่เป็นแบบประหยัด คือวิธีเซฟค่าไฟในบ้านที่ฮิตฮอตที่สุดของที่สุด แม้รูปร่างหน้าตาของหลอดไฟซีเอฟแอล ที่เรียกกันติดปากในบ้านเราว่า หลอดไฟตะเกียบ ออกจะแปลกตาสักหน่อย แต่ประสิทธิภาพไฮโซมาก!! เพราะช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไฟธรรมดาๆถึง 3-5 เท่า แถมยังมีอายุการใช้งานนานกว่าหลายเท่าตัว ปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากมายหลายขนาด ทั้งหลอดไฟขนาด 26 วัตต์, 40 วัตต์ ไปจนถึง 100 วัตต์

7.จัดระเบียบการซักผ้าใหม่ ผลการศึกษาล่าสุดของสถาบันอุตสาหกรรมการผลิต มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ค้นพบว่าขั้นตอนการซักผ้าและอบผ้าให้แห้ง กินพลังงานถึง 60% ของการผลิตเสื้อผ้าทั้งหมด และเสื้อยืดธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกือบ 4 กิโลกรัม!! คงไม่ถึงกับขอร้องคุณๆ ให้หยุดการซักผ้ารีดผ้าหรอกนะคะ!! แต่ถ้าอยากช่วยพิทักษ์โลกสีเขียวก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการจัดระเบียบการซักผ้ารีดผ้าใหม่ เช่น เปลี่ยนจากการซักผ้าด้วยน้ำอุ่นเป็นน้ำเย็น หรือไม่ก็รวบรวมเสื้อผ้าให้ได้กองโตพอสมควรก่อน ค่อยนำไปซักทีเดียว อย่างบ้านเรา แดดเปรี้ยงแรงดีอยู่แล้ว แค่นำเสื้อผ้าตากแดดตากลมให้แห้งตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องอบผ้าให้กินไฟและทำลายสิ่งแวดล้อม



8.ใส่เสื้อผ้ามือสองพิทักษ์โลก นอกจากจะไม่สูญเสียค่าใช้จ่ายแล้วยังลดการผลิตเสื้อผ้าได้ เพราะเสื้อผ้ามือสองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มากกว่าเสื้อผ้าใหม่ เพราะการซื้อเสื้อผ้ามือสองช่วยหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง จากการผลิต และขนส่ง อันเป็นสาเหตุให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ช่วยกันคนละนิดนะคะ ทั้งอินเทรนด์ แถมยังลดวิกฤติโลกร้อน!!


9. ปลูกต้นไม้ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โลก ที่สำคัญต้นไม่จะเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ได้



10.ลดปริมาณการใช้รถยนต์ ช่วยประหยัดพลังงาน ลดการใช้น้ำมัน ลดการปล่อยควันพิษสู่อากาศ


-อ้างอิง
http://www.vcharkarn.com/varticle/39215

นมแก้วเดียว

เมื่อเด็กชายที่เดินเร่ขายของตามบ้านเพื่อน
หวังเก็บเงินไว้เป็นทุนรอนสำหรับเล่าเรียนหนังสือ
พบว่าตัวเองมี เงินเหลือติดตัวเพียง 10 เซนต์
เขาก็บังเกิดความหิวขึ้นมาตะหงิดๆ
จึงตัดสินใจที่จะบากหน้าเดินไปขอข้าวจากบ้านหลังถัดไป
และแล้ว เขาก็รู้สึก ประหม่า
เมื่อมีอันต้องเผชิญหน้ากับสาวน้อยน่ารักที่ลุกขึ้นมาเปิดประตูบ้าน
เมื่อ ดูจากท่าทางอันหิวโซของเด็กชาย หญิงสาวจึงยื่นนมให้แก้วหนึ่ง
เด็กน้อยค่อยๆ ดื่ม แล้วถามว่า "จะให้ผมจ่ายตังค์เท่าไรดีครับ"
"ไม่หรอกจ๊ะ..เธอไม่ต้องจ่ายอะไรฉันหรอก" สาวน้อยตอบ
"คุณแม่สอนฉันเสมอว่าไม่ให้รับเงิน
จากน้ำใจที่เราได้แสดงออกไปให้กับคนอื่น"
ถ้าอย่างนั้น หนูก็ขอบคุณจากใจนะครับ" เขาตอบ
เมื่อ พ่อหนูเฮาวาร์ด เคลลี่ เดินจากบ้านหลังนั้นไป
เขามิเพียงแต่รู้สึกว่า ร่างกายมีกำลังวังชาขึ้น
หากแต่ความเชื่อมั่นในพระเจ้าและในมนุษย์ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย.

.. มิไยว่าก่อนหน้านั้นเขาจะรู้สึกหมดศรัทธาในทั้งสองสิ่งนี้ไปแล้วก็ตาม
กาลเวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ปรากฏ
หญิงสาวผู้นั้นได้ล้มป่วย ลง
คุณหมอในโรงพยายาลท้องถิ่นหมดหนทางจะเยียวยา
จึงส่งเธอไปยังเมืองใหญ่ที่มีคุณหมอเฉพาะทาง
เพื่อรักษาโรคที่ไม่ค่อยได้พบเจออย่างนี้
คุณหมอเฮาวาร์ด เคลลี่ ถูกเรียกตัวมาเพื่อให้คำปรึกษาเคสนี้
เมื่อเขาได้ยินชื่อเมืองที่ผู้ป่วยถูกส่งมา
ถ้าคุณสังเกต จะเห็นว่ามีประกายตาแปลกๆ อยู่ในดวงตาคู่นั้น
ทันใดนั้น เขารีบลุกขึ้นและเดินตรงไปยังห้องพักของเธอ
พลางสวมเสื้อกาวน์ไปด้วย...
เขาสามารถจดจำเธอได้ในทันที...เมื่อกลับไปยังห้องทำงาน
เขาก็พยายามหาหนทางที่ดีที่สุดเพื่อ รักษาชีวิตของเธอ นับจากวันนั้น
คุณหมอก็เพียรดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วย รายนี้เป็นพิเศษ...
หลังจากที่ยื้อยุดฉุดกระชากกับโรคร้ายอยู่พักใหญ่
ในที่สุดเขาก็ได้รับ ชัยชนะ
แล้วคุณหมอเคลลี่ก็ขอให้ฝ่ายการเงินของโรงพยาบาล
ส่งใบเรียกเก็บเงินของผู้ป่วยรายนี้
มาให้เขาพิจารณาอนุมัติ
เขาเขียนอะไรสองสามตัวลงบนขอบกระดาษใบนั้น
แล้วฝากเจ้าหน้าที่ส่งผ่านไปยังผู้ป่วย
เมื่อใบเรียกเก็บเงินเดินทางมาถึง
เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกกลัว ด้วยมั่นใจว่า
ตัวเลขคงสูงมากจนเธออาจต้องใช้เวลาที่เหลือในชีวิตนี้
ชดใช้ค่ารักษาพยาบาลในครานี้
ถึง ที่สุดแล้ว เธอก็เปิดออกดู...
พบอะไรบางอย่างที่ดึงความสนใจของเธอ
มาอยู่ตรงขอบๆ กระดาษแผ่นนั้น
เธออ่านได้ใจความว่า
"จ่ายหมดแล้วด้วยนมหนึ่งแก้ว"
พร้อมกับลงชื่อกำกับไว้
หญิงผู้นี้อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาด้วยความชื่นชมยินดี
ขณะหัวใจอันเปี่ยมสุข อธิษฐานว่า
"ขอบคุณพระเจ้าที่ได้แผ่ความเมตตาของพระองค์
มายังหัวใจ และอุ้งมือของผู้คนบนโลกนี้"




อ้างอิง
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=qooko-chan&month=09-2006&date=10&group=6&gblog=54

การเคลื่อนไหวเนื่องจากแรงดันเต่ง


การเคลื่อนไหวเนื่องจากแรงดันเต่ง (turgor movement)
การเคลื่อนไหวเนื่องจากแรงดันเต่ง เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากการมีน้ำเข้าไปทำให้เซลล์เต่งมาก หรือเนื่องจากสูญเสียน้ำออกไปทำให้แรงดันเต่งลดลง เช่น การปิดเปิดของรูใบ ซึ่งเรียกว่า guard cell movement ต้นไมยราบจะหุบใบ ถ้ามีการกระทบกระเทือนเกิดขึ้น เรียกว่า seismonasty หรือ ถ้าเราไปสัมผัสแตะต้อง หรือเอา
ไม้ไปถูกก็จะหุบใบ ซึ่งเรียกว่า thigmonasty โดยมีพาเราไคมา เป็นผนังเซลล์บาง มีความไวต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น






อ้างอิง

http://www.freewebs.com/movinghuman/tree.htm